หลวงพ่อสาคร

หลวงพ่อสาคร ธัมมาวุโธ
วัดเวฬุวัน

อัตโนประวัติ

     ?พระครูภาวนาสุทธาจาร? หรือ ?พระอาจารย์สาคร ธัมมาวุโธ? มีนามเดิมว่า สาคร แสงมุกดา เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2486 ตรงกับวันพุธ แรม 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะแม เป็นชาวหนองบัวลำภูโดยกำเนิด

     ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และประธานสงฆ์วัดป่ามณีกาญจน์ ต.ศาลากลาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

การศึกษาเบื้องต้นและการอุปสมบท

     หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านนาวังเวิน ต.โพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ได้ออกมาช่วยกิจการทางบ้านดูแลบ้านเรือน วัว ควาย ไร่นา เป็นเวลา 8 ปี เมื่อว่างจากกิจการงานที่ทำแล้ว ได้มีโอกาสไปวัดทำบุญเป็นประจำ ประกอบกับมีญาติพี่น้องได้บวชเรียนเขียนอ่านกันหลายคน ทำให้มีจิตใจฝักใฝ่ในการศึกษาธรรม

     ครั้นเมื่อท่านมีอายุครบ 22 ปี บริบูรณ์ จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2508 ณ พัทธสีมาวัดมหาชัย ต.หนองบัวลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู โดยมีพระพิศาลคณานุกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระสมุห์คำบาล เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ศึกษาปฏิบัติธรรมและอุปัฏฐากครูบาอาจารย์

     หลังจากครองผ้าเหลือง พระอาจารย์สาครได้ศึกษาถึงข้อวัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีแล้ว ท่านได้ออกเดินธุดงค์แสวงหาครูบาอาจารย์ พระอาจารย์สาครได้รับความเมตตาให้อยู่ศึกษาปฏิบัติอยู่กับ ?หลวงปู่ชอบ ฐานสโม? ที่วัดป่าม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย

     ในปี พ.ศ.2509 ท่านได้มีโอกาสไปอุปัฏฐาก ?หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร? ที่วัดถ้ำผาบิ้ง ต.ผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย และได้ร่วมออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วจังหวัดเลย รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เป็นช่วงเวลาที่พระอาจารย์สาคร ได้อุปัฏฐากและศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างใกล้ชิดกับหลวงปู่หลุย นานถึง 5 เดือน

     จากนั้นท่านได้รับความเมตตาจากหลวงปู่หลุย ชักนำให้ไปศึกษาปฏิบัติธรรมและอุปัฏฐากรับใช้อยู่กับ ?หลวงปู่ฝั้น อาจาโร? ที่วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรรณานิคม จ.สกลนคร ตลอดเวลาที่พระอาจารย์สาครได้รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ฝั้น ท่านได้แบ่งเบาภาระต่างๆ ทั้งกิจการภายในวัดและภายนอกวัด จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของหลวงปู่ฝั้น

     พระอาจารย์สาครได้อยู่อุปัฏฐากและติดตามหลวงปู่ฝั้น ไปตามกิจนิมนต์ต่างๆ จนกระทั่งหลวงปู่ฝั้นได้มรณภาพลง เมื่อวันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ.2520 รวมเป็นระยะเวลา 10 ปีเศษ ทั้งนี้ ท่านได้ยึดหลักปฏิบัติอยู่ 4 ประการคือ

1. นอนทีหลัง
2. ตื่นก่อน
3. กินทีหลัง
4. อิ่มก่อน

     การอยู่อุปัฏฐากรับใช้และติดตามครูบาอาจารย์นี้ กลายเป็นสิ่งที่ท่านภาคภูมิใจและซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ที่ได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ซึ่งมีคุณธรรมอันวิเศษสุด

     ในปี พ.ศ.2521 หลังจากเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าอุดมสมพร พระอาจารย์สาครได้มีโอกาสกลับไปอุปัฏฐากหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร อีกครั้งหนึ่ง เป็นเวลาประมาณ 5 เดือน จึงขอโอกาสกราบลาเพื่อไปแสวงหาที่ปฏิบัติธรรมต่อไป โดยท่านเลือกที่จะมาหาแสวงหาความสงบวิเวก และปฏิบัติกัมมัฏฐานแถบจังหวัดกาญจนบุรี เพราะเป็นสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีพระนักปฏิบัติธรรมมาพักอยู่ในแถบนี้

สร้างวัดเวฬุวัน

     ในพรรษาแรก พระอาจารย์สาครได้พักอยู่ที่ถ้ำแก่งกะโต่ง ต่อมาท่านได้พิจารณาหาสถานที่ที่เหมาะสม โดยชักชวนคณะศรัทธาญาติโยมก่อสร้างวัดขึ้นในพื้นที่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี (ใกล้ที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ) ปัจจุบัน คือ ?วัดเวฬุวัน? นั่นเอง

สร้างวัดป่ามณีกาญจน์

     สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.2545 คราวเตรียมงานฉลองเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พระอาจารย์สาคร ธัมมาวุโธ เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ได้รับมอบหมายจากคณะทำงานคราวนั้น ให้รับหน้าที่ติดต่อประสานงานทั้งระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และองค์พระเถรานุเถระที่เมตตารับนิมนต์มาร่วมพิธีในคราวนั้น

     ในการนี้พระอาจารย์สาคร ต้องเดินทางระหว่างจังหวัดกาญจนบุรีกับจังหวัดอุบลราชธานีบ่อยครั้ง อีกทั้งยังต้องติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีที่ทำการอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านจึงต้องพำนักพักแรมในกรุงเทพฯ

     ด้วยเหตุความจำเป็นในการที่จะต้องพักแรมในกรุงเทพฯ นี้เอง ท่านพิจารณาเห็นว่าสถานที่พักที่เหมาะสำหรับพระภิกษุสามเณร สังกัดธรรมยุต ในกรุงเทพฯ นั้นมีไม่เพียงพอกับจำนวนพระภิกษุสามเณรที่มีความจำเป็นต้องมาพักแรม ทั้งกรณีอาพาธ ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือมีกิจนิมนต์ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือจังหวัดใกล้เคียง อีกทั้งสถานที่พักส่วนใหญ่ไม่สะดวกในการรักษาข้อวัตรปฏิบัติให้สมบูรณ์ ท่านจึงได้ปรารภเรื่องนี้ในหมู่ลูกศิษย์ของท่าน

     เวลานั้นลูกศิษย์ท่านหนึ่ง ทราบความประสงค์อันกอปรด้วยกุศลเจตนาของพระอาจารย์สาคร จึงนำความไปปรึกษากับกลุ่มญาติ ซึ่งมีที่ดินอยู่ ณ ต.ศาลากลาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จำนวน 9 ไร่ 2 งาน ที่ซื้อมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

     กลุ่มญาติทั้งหมดอันประกอบด้วย มรว.วรรณี มณีกาญจน์, นายสันติ มณีกาญจน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและจังหวัดหนองคาย, นางสาวชูพักตร์ มณีกาญจน์, นางบุญล้อม มณีกาญจน์ และลูกๆ ของนายประสิทธิ์ มณีกาญจน์ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรถวายที่ดินผืนดังกล่าวเพื่อก่อสร้างวัดในสังกัดธรรมยุต เพื่อเป็นสถานที่พักปฏิบัติธรรมและประกอบศาสนกิจ ในบวรพระพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งพระอาจารย์สาครได้ให้ชื่อวัดแห่งนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่กุศลธรรมของญาติโยมที่มีจิตศรัทธาถวายที่ดินว่า ?วัดป่ามณีกาญจน์?

     การดำเนินการก่อสร้างจึงได้เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2546 โดยรวบรวมจตุปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธา ภายในวัดมีเสนาสนะ อาทิเช่น ศาลาเอนกประสงค์ ขนาดกว้าง 14 เมตร ยาว 16 เมตร และกุฏิที่พักสงฆ์ ขนาดกว้าง 2.5 เมตร ยาว 3 เมตร เป็นต้น

     ครั้นต่อมา พระอาจารย์สาครได้กราบปรึกษาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เรื่องการขยายเนื้อที่ของวัดป่ามณีกาญจน์ เพื่อให้เพียงพอแก่การสร้างที่พัก ทั้งของพระภิกษุสงฆ์และฆารวาส ตลอดจนคนขับรถพร้อมทั้งที่จอดรถที่สามารถจุรถได้มากเพียงพอแก่การใช้งานจริง

     โดยเฉพาะพ่อแม่ครูบาอาจารย์จากทุกจังหวัด จะได้รับความสะดวกใช้เป็นสถานที่พำนักอาศัยและปฏิบัติธรรม ทั้งในกรณีที่ท่านเดินทางเข้ามาเพื่อประกอบศาสนกิจหรือรักษาอาการอาพาธ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุ อันอาจจะเกิดขึ้นแก่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ในกรณีที่คนขับรถไม่มีที่หลับที่นอน ทำให้เกิดเหตุคนขับรถหลับในได้ ตลอดจนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ศรัทธาญาติโยมที่สนใจการปฏิบัติธรรม ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในการนี้หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ รับเป็นประธานสงฆ์

     ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2547 คณะศิษยานุศิษย์และคณะศรัทธาญาติโยมได้ร่วมกันจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อขยายเนื้อที่ของวัด อีกจำนวน 15 ไร่ ดังนั้น ปัจจุบันเนื้อที่ของวัดป่ามณีกาญจน์ จึงมีรวมทั้งหมดจำนวน 24 ไร่ 2 งาน

เจริญรอยตามวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์

     พระอาจารย์สาคร เป็นพระเถระที่ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เจริญรอยตามวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์ โดยเคร่งครัด กอปรด้วยความกตัญญูกตเวทิตาอย่างมิรู้เสื่อมคลาย เป็นพระสายกัมมัฏฐานที่สาธุชนกราบไหว้ได้โดยสนิทใจแท้